สมองซีกขวากับความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน
September 4, 2015

สมองซีกขวา  เป็นคำขึ้นต้นที่ ค่อนไปทางวิทยาศาสตร์ หน่อยแต่ก็คล้ายกับเรื่องของสติและสมาธิที่กำลังได้รับความนิยม ไม่แพ้กันเพราะแนวทางในการพัฒนาตัวเองมีหนังสือหลายๆเล่มที่ เขียนควบคู่กันไป อย่างไรก็แล้วแต่วันนี้เราจะโฟกัสเฉพาะ เรื่องของสมองซีกขวาและกัน สมองซีกขวาเป็นสมองส่วนคิดที่เกี่ยวกับเรื่องของ อารมณ์ ความรู้สึก ความคิดสร้างสรรค์   จิตนาการ สัญชาตญาณ  ความคิดริเริ่มใหม่ๆ ข้อดีหรือข้อเสียก็มีเหมือนกับสมองซีกซ้าย คือ ไม่ได้มีแต่ดีอย่างเดียวแต่สิ่งที่เป็นข้อเสียก็มี

แต่ประโยชน์ของมันย่อมมีอยู่มากถ้ารู้จัดใช้ให้เป็นประโยชน์ เพราะการคิดของสมองส่วนนี้จะเป็นการคิดที่แปลกแตกต่างไปจากคนอื่นๆ ซึ่งในปัจจุบันกำลังเป็นที่ต้องการของ ทุกวงการ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ผ่านมาแล้วย่อมเป็นสิ่งที่น่าเบื่อและสร้างความซ้ำซากจำเจให้กับผู้ที่ได้ดู ได้รู้ ได้เห็น และได้ฟัง รวมทั้งการได้สัมผัส แต่การที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ได้ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ในวันหนึ่งเราอาจคิดเรื่องต่างๆขึ้นมามากมาย ตามหลักวิทยาศาสตร์บอกว่าประมาณ หกหมื่นเรื่อง ทางพระพุทธศาสนาบอกว่าเป็นความคิดที่ฟุ้งซ่าน ซึ่งหนึ่งใน หกหมื่นความคิดนั้นยากนักที่จะทำได้จริงซักหนึ่งความคิด เพราะว่าเป็นความคิดที่ผุดขึ้นมา เพียงชั่วครู่ชั่วคราว แต่ไม่ได้ผ่านการพิจารณาอย่างถ่องแท้ และ มีเหตุผล ดังนั้นส่วนใหญ่เกือบ ร้อยเปอร์เซ็นต์ใช้ไม่ได้(เพราะไม่ได้ใช้)

เห็นใช่ไหมครับว่าการจะทำให้สมองส่วนขวาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ไม่ง่ายอย่างที่คิด ในส่วนตัวของผมคิดว่า อย่างแรกคือต้องมีสิ่งที่สะสมในใจก่อน เหมือนกับ ชาวป่าชาวเขา ที่ไม่เคยได้ออกมาสัมผัสกับชีวิตที่อยู่ภายนอกเลย จะไม่มีทางนึกออกได้เลย ว่าเขาจะจินตนาการถึงรถไฟฟ้าได้อย่างไรเนื่องจากประสบการณ์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ทำให้เขาเห็นแต่ต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่รอบตัว  ถ้าเขาจำเป็นที่จะใช้เครื่องทุ่นแรงในการเดินทางภาพที่เห็นและมีความจะเป็นไปได้ก็มีเพียงไม่กี่อย่างคือ โหนเถาวัลย์  ขี่สัตว์ใหญ่จำพวกช้าง ม้า แต่ถ้าสมมุติว่า มีซักคนหนึ่ง ที่มีสมองด้านขวาดีจริง เขาอาจจะมองลึกมากลงไปกว่านั้น อาจจะมองขึ้นไปบนท้องฟ้า และเห็น นกบินอยู่บนนั้น  ก็อาจจะเป็นที่มาของการทำอะไรบางอย่างที่คล้ายกับปีกของนกเพื่อที่จะบิน ให้ได้เช่นเดียวกับนก

ที่กล่าวมานั้นเป็นลำดับความคิดที่มีโอกาสเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นพอสรุปได้คร่าวๆว่า ความคิดใหม่ที่เกิดขึ้นจะต้องมีการเรียงลำดับหรือมีข้อมูลเก่าอยู่ในหัวบ้างแล้ว จึงจะเกิดเป็นความคิดใหม่ขึ้นมาแต่ผมว่ามันไม่สุดขั้ว    หมายความว่าก็ยังมีกรอบของเดิมเจือปนอยู่แต่ไม่มาก

ผมมีอีกหนึ่งตัวอย่างของการโฆษณา มาให้ดู เป็นโฆษณาของ รีเจนซี่บรั่นดี ซึ่งโฆษณาตัวแรกออกมา เป็นเรื่องของแผ่นดินไทยในอดีต และ มีนักแสดงแต่งตัวเป็นชุดนางในวรรณคดี แสดงท่าทางประกอบเพลง เพื่อให้สอดคล้องกับ เนื้อหา  ดูครั้งแรกชอบมากครับ แม้กระทั่งครั้งต่อๆมาก็ยังรู้สึกถึงความรักต่อแผ่นดินและความศักดิ์สิทธิของโฆษณานี้ แต่เมื่อผ่านไปซักระยะหนึ่ง โฆษณาตัวนี้หยุดไป และมีตัวอื่นเข้ามาแทน โดยเนื้อหาของโฆษณาตัวใหม่ยังคงกล่าวถึงความเป็นไทย โดยยังใช้นางในวรรณคดีเป็นตัวเอกในเรื่องเพียงแต่ว่าเนื้อหาอาจจะเปลี่ยนไป แต่สุดท้ายก็ยังคงสื่อถึงความเป็นไทยเช่นเดียวกัน ถ้าผมจำไม่ผิด น่าจะเป็นเรื่องพระสุธน -มโนราห์

เห็นไหมครับว่าความคิดสร้างสรรค์อย่างน้อยก็ต้องมีทุนเดิมอยู่บ้าง เหมือนกับ การทำงานของเราในยามปกติสังเกตไหมครับ ว่าบางอย่าง ทำขึ้น บางอย่างก็ทำไม่ขึ้น หรือที่เขาเรียกว่ากรรมเก่านั้นแหละครับ ..